ผลิตผลจาก Social Enterprise สู่ Private Dinner สุดพิเศษที่ Chef’s Table by Chef Art

ผลิตผลจาก Social Enterprise สู่ Private Dinner สุดพิเศษที่ Chef’s Table by Chef Art

imageจาก Blog ที่แล้วที่ได้กล่าวถึงบทบาท Social Enterprise ของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ที่ได้สร้างสรรค์อะไรหลายๆอย่างให้กับชุมชนไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน สร้างความเจริญให้กับชุมชน การให้ความรู้ด้านการเกษตร และยังผลให้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนดังที่ได้กล่าวไปในบนความที่แล้ว และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสทานมื้อค่ำสุดพิเศษที่ Chef’s Table by Chef Art ซึ่งวัตถุดิบที่ได้รังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ ทุกๆจานทุกๆเมนูล้วนเป็นผลิตผลจาก Social Enterprise ที่ทางสิงห์ปาร์ค เชียงรายได้ดำเนินการมาหลายปี ซึ่งมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้ชิมอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันจากฝีมือของ Chef Art ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

imageimageimageหนึ่งทุ่มตรงเป็นเวลานัดของพวกเราเพื่อที่จะรีวิวอาหารเมนูสุดพิเศษที่บ้านของเชฟอาร์ตซึ่งอยู่ในซอยเอกมัย 10 แม้จะอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ แต่เมื่อเข้าไปถึงตัวบ้าน กลับดูเงียบสงบและอบอุ่น โดยมีเชฟอาร์ตและทีมงานอีกสองคนรอต้อนรับอยู่แล้ว หลังจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบพอประมาณแล้ว พวกเราก็รออย่างใจจดใจจ่อว่าเมนูที่เชฟได้คิดค้นโดยผลผลิตจาก Social Enterprise ที่สิงห์ปาร์ค เชียงรายจะออกมาในรูปแบบไหน… ไม่นานนักเมนูแรกก็คลอดออกมา Foie gras black truffle mousse with port wine reduction and truffle foam จะเรียกได้ว่าเป็น Appetizer ก็ไม่ผิดนักเพราะมาในแก้วช็อตพอดีคำ กลิ่นหอมมันของเมนูนี้เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของเห็ดทรัฟเฟิล และความมันของตับห่านเข้ากันได้อย่างลงตัวจนไม่รู้สึกถึงความคาวของ Foie gras

image imageไม่นานนักเมนูแรกก็พร้อมเสิร์ฟ จากการปรุงอย่างพิถิพิถัน นั่นก็คือ Sears scallop with confit habanero garlic puree and juju bee salad ซึ่งส่วนประกอบสำคัญที่ได้จากโครงการ Social Enterprise นั่นก็คือพริก Habanero ซึ่งได้ทดลองปลูกที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย มีลักษณะเด่นคือเผ็ดร้อนจัดจ้าน แต่ให้กลิ่นที่เด่นชัดเป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อถูกปรุงแต่งจากเชฟแล้ว ทำให้เมนูทานได้ง่ายขึ้นเพราะรสไม่จัดจนเกินไป

imageเมนูถัดมาที่อยากให้ลองชิมนั่นก็คือ Kale valoute with salmon confit caviar แซลม่อน กับซุปผัก Kale แน่นอนว่าพระเอกของเราในจานนี้นั่นก็คือผัก Kale ที่ให้สารอาหารสูงมากโดยเฉพาะโปรตีนที่ไม่เป็นรองเนื้อสัตว์เลยก็ว่าได้ แต่โดยปกติแล้วผัก Kale หรือคะน้าใบหยิกจะมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรง หากเป็นคนที่ไม่ชอบผักจะไม่ถูกปากสักเท่าไหร่ แต่สำหรับเมนูนี้แล้วผมคิดว่าเป็นซุปผักที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยชิมมา เพราะนอกจากจะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแล้วยังปรุงออกมาได้กลมกล่อมสุดๆ เข้ากับ Salmon ได้เป็นอย่างดี

imageมาถึงเมนู Pasta กันบ้างนั่นก็คือ Homemade fettuccine lobster with kale pesto cream sauce ที่เห็นครั้งแรกถึงกับน้ำลายไหลเพราะก้าม Lobster ที่โปะบนเส้นเฟตตูชินี่ผัดพร้อมกับซอสที่ทำจากผัก Kale ผลผลิตจาก Social Enterprise อีกเช่นเคย เรียกได้ว่าฟินกับเมนูนี้เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้ทาน Lobster แบบจมเขี้ยวแบบนี้

image imageหลังจากทานซีฟู๊ดมาจนเกือบหมดมหาสมุทรแล้วก็มาถึง Main dish จานสุดท้ายนั่นก็คือ Red wine poached Aus grain fed tenderloin ที่ใช้เนื้อสันในที่มีความนุ่มอยู่แล้วเมื่อผ่านกรรมวิธีเฉพาะของเชฟทำให้เนื้อแทบจะละลายในปาก เมื่อทานคู่กับมันบดสูตรเฉพาะที่เนียนสุดๆแล้วทำให้จานนี้เข้ากันได้เป็นอย่างดี

imageผ่านเมนูหนักๆมาหมดแล้ว จานสุดท้ายจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Dessert ที่ได้กลิ่นหอมของ Chocolate lava มาตั้งแต่อยู่ในเตาอบ มาพร้อมกับเสาวรสและ Mixed berry ความหอมหวานของ Chocolate ร้อนๆตัดกับความเปรี้ยวของผลไม้ อีกทั้งยังมีไอสกรีม Vanilla อยู่ข้างๆ แม้จะต่างกันอย่างสุดขั้วทั้งความหวานความเปรี้ยว ร้อนหรือเย็นก็สามารถอยู่ในจานเดียวกันได้อย่างลงตัว

imageเมื่อสังเกตเห็น Raspberry  และ Blueberry อยู่บนจานทำให้นึกขึ้นได้ว่า ที่สิงห์ปาร์ค เชียงรายได้ทดลองปลูกหลายๆชนิดในโครงการ Social Enterprise หนึ่งในนั้นก็คือตระกูล Berry ซึ่งได้แก่ Mulberry, Strawberry, Raspberry และ Blueberry ซึ่งสองชนิดหลังนี้ถือว่าค่อนข้างใหม่กับเมืองไทย โดยเฉพาะ Blueberry ที่ได้ทดลองปลูกในแปลงทดลองในหลายๆ Condition เพื่อค้นหาปัจจัยที่จะให้ผลผลิตที่ได้คุณภาพดีที่สุด และสามารถปลูกได้จริง

image imageหลังจากเสร็จจาก Dinner มื้อนี้แล้วก็ได้เดินทางกลับบ้านพร้อมความประทับใจกับรสชาติของอาหารแบบไม่รู้ลืม และอิ่มเอิบใจที่ได้เห็นวัตุดิบจากการปลูกและการดูแลโดยชาวบ้านในโครงการ Social Enterprise ของสิงห์ปาร์ค เชียงราย โดยเฉพาะ Blueberry ที่กำลังทดลองปลูกอยู่ขณะนี้ ผมเชื่อว่าในอนาคตอาจจะได้เห็นผลผลิตของ Blueberry และพืชชนิดอื่นๆเช่นพริก Habanero, ผัก Kale จากสิงห์ปาร์ค เชียงรายออกสู่ท้องตลาดพร้อมกับความภูมิใจว่าประเทศไทยก็สามารถปลูกพืชราคาแพงได้ไม่ต่างจากต้นกำเนิด

Social Enterprise : กิจการเพื่อสังคม ความยั่งยืนที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย มอบให้กับชุมชน

Social Enterprise : กิจการเพื่อสังคม ความยั่งยืนที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย มอบให้กับชุมชน

imageหลายๆคนคงคุ้นเคยกับคำว่า CSR (Corporate social responsibility) ที่มีหลายๆหน่วยงานปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลานานหลายปีเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม หรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน เช่นปลูกป่า, สร้างโรงเรียน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการคืนกำไรกลับสู่สังคม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งยังมีอีกกิจกรรมหนึ่งที่เรียกว่า Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ที่นอกจากจะได้คืนกำไรให้กับชุมชมที่ตั้งอยู่แล้ว ยังสามารถสร้างเสริมชุมชนให้มีความรู้ มีงานทำอย่างยั่งยืน และยังสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างลงตัว และเมื่อไม่กี่วันทางผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสิงห์ปาร์ค ในมุมที่หลายๆคนยังไม่เคยสัมผัส กับกิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ที่สิงห์ปาร์ค เชียงรายได้ริเริ่มมาเป็นเวลานานหลายปีครับ

imageimageไม่กี่ปีมานี้ หากใครได้มาที่จังหวัดเชียงราย เชื่อว่าหลายๆคนคงจะได้มาเยือนสิงห์ปาร์ค เชียงรายเพราะนอกจากจะมีไร่ชากว้างขวาง มีความสวยงามของดอกไม้นานาชนิด มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ต่างๆจากเมืองหนาวแล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจเพราะมีเส้นทางจักรยานที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆของประเทศ กิจกรรม Zipline โหนสลิงไต่ยอดชา สวนสัตว์ซาฟารีขนาดย่อมๆที่มีม้าลาย ยีราฟ และวัววาตูซี่ หรือจุดชมวิวสวยๆในสิงห์ปาร์ค

image imageนอกจากกิจกรรมและความสวยงามแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญของสิงห์ปาร์คนั่นก็คือผลผลิตทางการเกษตรที่ทางไร่ได้ดำเนินกิจการเพื่อสังคม Social Enterprise มาเป็นเวลาเนิ่นนาน โดยที่ผลผลิตทางการเกษตรของสิงห์ปาร์ค ก็มีมากมายเช่น ชาอู่หลงเบอร์ 12, เสาวรส, พุทราไต้หวันสายพันธุ์ซื่อหมี่, Strawberry, Raspberry, Blueberry รวมไปถึง Mulberry หรือที่คนไทยรู้จักกันดีคือต้นหม่อน เพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำผลไม้เข้มข้น แต่ในส่วนของ Blueberry ทางสิงห์ปาร์ค ยังอยู่ในการทดลองปลูกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดและหลังจากนั้นจึงจะนำไปขยายลงแปลงจริงที่ถูกเตรียมไว้

image image image image imageพืชอีกชนิดหนึ่งที่ทดลองปลูกและสามารถเพาะพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จนั่นก็คือ พริกฮาบาเนโร่ (Hananero) ที่มีความเผ็ดจัด เป็นอันดับต้นๆของโลก และมีความหอมเฉพาะตัว เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสเผ็ดอย่างแท้จริง ซึ่งที่สิงห์ปาร์คน่าจะเป็นที่แรกที่สามารถปลูกพริกชนิดนี้ได้สำเร็จ ตัวผมเองได้ลองชิมแล้ว ขอบอกว่าเผ็ดกว่าพริกขี้หนูเยอะ และกลิ่นหอมของพริกชนิดนี้เป็นเอกลักษณ์จริงๆ ซึ่งพริกชนิดนี้จะเข้ามาเป็นเมนูแนะนำในร้านภูภิรมย์ครับ

image imageimageโรงเพาะเห็ดของสิงห์ปาร์คก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ให้ผลผลิตกับทางไร่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเพาะพันธุ์เห็ดหลากหลายชนิดได้แก่เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ฯลฯ โดยได้เข้าไปเยี่ยมชมวิธีการเพาะเห็ดตั้งแต่เตรียมก้อนขี้เลื่อย เพาะเชื้อ ไปจนถึงเก็บผลผลิต เรียกได้ว่าครบวงจรแบบไม่มีกั๊กเลยทีเดียว

image image imageโดยเบื้องหลังความสำเร็จของสิงห์ปาร์คทุกวันนี้ตามแนวทางกิจการเพื่อสังคม Social Enterprise เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชนเพราะพนักงานในไร่ทั้งหมดกว่า 1,200 คนเป็นชาวบ้านที่อยู่รอบๆสิงห์ปาร์ค และส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย ดังนั้นจึงอยู่ร่วมกันในรูปแบบการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยคุณสันติ ภิรมย์ภักดี มีนโยบายหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ “สิงห์ปาร์คจะไม่มีการสร้างรั้วกั้นอาณาเขต เพราะเรามีชาวบ้านเป็นรั้วให้กับเรา ช่วยดูแลกันและกัน” และผลประโยชน์ที่ได้จากไร่ก็นำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมในไร่ด้วยเช่นกัน

image imageจะเห็นได้ว่ากิจการเพื่อสังคม Social Enterprise ที่ทางสิงห์ปาร์ค เชียงรายได้นำเข้ามาใช้สามารถสร้างประโยชน์ได้จริงกับทุกๆฝ่าย เพราะนอกจากจะเป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายแล้ว ยังสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน นำพาความเจริญและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้าน พาคนหนุ่มสาวกลับสู่บ้านเกิดได้อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่ตัวเองรักก็ถือว่าสิงห์ปาร์ค ได้ทำกิจการเพื่อสังคม Social Enterprise อย่างแท้จริง…
imageห้าโมงเย็นผมเห็นพนักงานหลังจากเลิกงาน และเดินทางกลับบ้านพร้อมรอยยิ้มที่จะได้ไปอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง โดยไม่ต้องรอเทศกาลหยุดยาวเหมือนเมื่อครั้งที่ต้องจากบ้านไปทำงานไกลๆ… รอยยิ้มเล็กๆก็ผุดขึ้นมาในใจของผม…

image

 

Maruzen ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ที่หลงเสน่ห์เมืองไทย

Maruzen ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ที่หลงเสน่ห์เมืองไทย

 

imageAncient art of tea

บริษัท มารุเซ็น ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตชาเขียวที่มีคุณภาพและรสชาติระดับพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น

imageเกิดจากการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท บุญรอดฟาร์มจำกัด (ในเครือบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่) ดำเนินธุรกิจปลูกต้นชาคุณภาพสูงบนพื้นที่ราชาที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ณ จังหวัดเชียงราย และบริษัท มารุเซ็น ที เจแปน จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการผลิตชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่นเกรดพรีเมียมจากจังหวะชิสึโอกะ (นานกว่า 70 ปี) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปลูกชารายใหญ่และดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่นใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ทั้งนี้เพื่อผลิตชาเขียวที่มีคุณภาพและรสชาติทัดเทียมกับชาเขียวระดับพรีเมียมของญี่ปุ่น บริษัท มารุเซ็น ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตแบบ Japanese System (ระบบไอน้ำ) แบบเดียวกับโรงงานในประเทศญี่ปุ่นแห่งแรกของประเทศไทย ทำให้ชาเขียวที่มีสีเขียวสวยและมีกลิ่นหอม

imageผลิตภัณฑ์ของมารุเซ็น
1. กลุ่มชาเขียวใบ (Tea Leaf)
ลักษณะสินค้าเป็นชาเขียวชนิดใบซึ่งผ่านกระบวนการนึ่งด้วยไอน้ำระดับมาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
วิธีการชงต้มโดยใช้กาต้มน้ำด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 80 ถึง 90 องศาเซลเซียส
จุดขาย
1. ให้ความรู้สึกว่าเป็นชาเขียวแท้เกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่น
2. ให้สีเขียวสวยกลิ่นและรสชาติแบบชาเขียวญี่ปุ่นแท้เป็นรสต้นตำรับของชาเขียวที่นิยมดื่มทั่วโลก

image2. กลุ่มชาเขียวซอง (Tea Bag)
ลักษณะสินค้าเป็นการใช้ใบชาที่ผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยเทคโนโลยีพิเศษนำมาบรรจุซองเป็นสินค้าชนิดพร้อมดื่ม
วิธีการชง ได้ทั้งน้ำร้อนและเย็นปริมาณการชง 1 ซอง ต่อน้ำ 1 ลิตร
จุดขาย
1. สามารถชงดื่มได้ทั้งน้ำร้อนและเย็น
2. สะดวกต่อการพกพา

image3. กลุ่มชาเขียวมัทฉะ (Matcha)
ลักษณะสินค้าเป็นการนำชาเขียวมาบดละเอียดโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากญี่ปุ่น ผงชาที่มีลักษณะเป็นมัทฉะจากญี่ปุ่น
จุดขาย
1. มีกลิ่นหอมสีเขียวสวยกว่าของทั่วไปเพราะใช้กระบวนการผลิตด้วยระบบไอน้ำของญี่ปุ่นที่สืบทอดมากกว่า 100 ปี
2. สีสันสวยงามไม่เหลืองเหมือนชาเขียวผงในประเทศเหมาะสำหรับทำให้สินค้าในกลุ่มอาหารที่ต้องการคุณภาพรสชาติและสีสันที่สวยงามเหมือนมัทฉะจากญี่ปุ่น

เสาวรสคุณภาพ ต้องมาจากไร่เสาวรสคุณภาพ… ไร่บุญรอด

เสาวรสคุณภาพ ต้องมาจากไร่เสาวรสคุณภาพ… ไร่บุญรอด

ไร่เสาวรสคุณภาพ มีเรื่องอะไรที่น่ารู้ น่าสนใจ

image1. ไร่บุญรอดฟาร์ม 1
มีพื้นที่ไร่ ประมาณ 500 กว่าไร่ เมื่อก่อนไร่บุญรอดฯ 1 ได้ทำการวิจัยพันธุ์พืช พันธุ์ข้าวบาร์เลย์ อีกทั้งยังผลิตข้าวบาร์เลย์ที่นำมาทำเบียร์เลย เพื่อนำผลผลิตส่งโรงเบียร์ แต่ปัจจุบันเนื่องด้วยสภาวะสิ่งแวดล้อม และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถผลิตข้าวบาร์เลย์ได้คุณภาพตามที่ต้องการ จึงหยุดการผลิต แล้วนำเข้าข้าวบาร์เลย์จากต่างประเทศแทน

image2. ไร่บุญรอดฟาร์ม 1 อยู่ที่ไหน
ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านป่าลัน ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงราย พอมาถึงสามแยกที่จะไปอำเภอแม่สรวย ให้เลี้ยวขวา ผ่านทางไปกาแฟดอยช้าง จากปากทางไป ที่บ้านป่าลัน ไร่บุญรอดฯ 1 จะอยู่ ซอย 2 ด้านขวามือ จากนั้นเข้าซอยไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงไร่บุญรอดฯ1 ดูทางเข้าดีๆ เพราะไม่มีป้ายบอกครับ

3. ปลูกอย่างไร
ค้างเสาวรสแบบเพิงหมาแหงน หรือ ค้างแบบตัวเอ A
แต่เป็นที่รู้กันดีตั้งแต่การนำ passion fruit หรือ กระทกรกฝรั่ง เข้ามาปลูกในบ้านเรา เป็นผลไม้หนึ่งในโครงการหลวง ของพ่อหลวงของพวกเรา ตั้งแต่สมัยโครงการหลวงยุคแรก ๆ ว่า เป็นพืชที่ปลูกง่าย และได้ผลผลิตดีในพื้นที่สูงเท่านั้น ซึ่งทำให้พื้นที่เพาะปลูกของไทยมีขีดจำกัด
ในเมื่อ ไร่เสาวรส ในบ้านเรา ยังมีข้อจำกัดในการปลูกอีกหลายประการ ตั้งแต่สภาพแวดล้อมที่ต้องปลูกบนที่สูงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง แต่ปัญหาพื้นที่บ้านเราที่มีจำกัด แต่หากเอามาปลูกบนพื้นที่ราบ แม้ว่าจะปลูกง่าย แต่ก็ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ วิธีการปลูกในปัจจุบัน เช่น การปลูกแบบจำกัดระยะสั้นแบบปีต่อปีของชาวบ้านเองก็เป็นอีกปัญหานึง ที่มองว่าน่าจะปรับปรุงได้อีก จึงเป็นที่มาของคำถามในการพัฒนาไร่เสาวรส แบบยั่งยืน เริ่มการวางแผนทำการทดลองปลูกอย่างจริงจัง และทดลองเก็บข้อมูลหาวิธีปลูกที่เหมาะสมอย่างจริงจังในระยะยาว ของ สิงห์ คอร์เปอร์เรชั่น ที่ ไร่บุญรอดโครงการ 1 แม่สรวย

imageimageimage4. กินอย่างไร
เสาวรสเป็นผลไม้ชั้นดีคุณภาพสูง เกรดเอที่มีคุณประโยชน์สูง รสชาติดี นิยมเอามาใช้ปรุงแต่งเสริมความเลิศรสของเครื่องดื่มหลายชนิด และมีสารอาหารชั้นดีที่ร่างกายต้องการ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และตลาดของคนที่สนใจใส่ใจในสุขภาพ เพราะเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีสารอาหารครบครันมากชนิดหนึ่ง รวมทั้งมีรสชาติดีทานง่าย อร่อยเลิศรส

image5. ทำอะไรได้บ้าง
เสาวรสนี่ทำได้หลายอย่างเลย แต่ที่แน่ๆ บุญรอดนำไปทำผลิตภัณฑ์คุณภาพออกจำหน่าย ได้แก่ น้ำเสาวรสพร้อมดื่ม Passion Fruit Juice เครื่องดื่มน้ำเสาวรสเข้มข้น Concentrated Passion Fruit Juice แยมเสาวรสimage

 

หลังจากที่ได้อ่านบล็อคนี้หวังว่าคงจะได้รู้ถึงไร่เสาวรสของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่ไร่บุญรอด ว่ามีความตั้งใจในการที่จะผลิตเสาวรสคุณภาพออกมาสู่ท้องตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด แล้วเสารสที่คุณทานบ่อยๆมาจากไร่บุญรอดรึป่าวครับ?

Thaifex 2015 เมื่อสิงห์ คอร์เปอเรชั่นก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งชีวิตปัจจุบัน

Thaifex 2015 เมื่อสิงห์ คอร์เปอเรชั่นก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งชีวิตปัจจุบัน


Thaifex 2015 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น-1Thaifex 2015 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น-2ในงาน Thaifex 2015 ปีนี้ สิงห์ คอร์เปอเรชั่นนำ Concept ว่า Singha, Taste of Life มาพัฒนาเป็นแนวทางการออกแบบบูธ เพื่อสะท้อนแนวคิดว่าผลิตภัณฑ์ของสิงห์ สามารถเป็นส่วนนึงของชีวิตคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี งาน Thaifex 2015 จึงเป็นโอกาสในการที่สิงห์จะสะท้อนภาพพจน์นี้ออกสู่ผู้บริโภคและผู้ที่มาเยี่ยมงาน Thaifex 2015 จากต่างประเทศ
Thaifex 2015 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น-3รูปแบบการดีไซน์จึงนำความคิดของ “ครัวในบ้าน” ที่ทันสมัยแนว Contemporary Bar & Cafe ที่ให้บรรยากาศเป็นกันเอง น่าเดินเข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อพบกับความหลากหลายของสินค้าที่นอกเหนือไปจาก เครื่องดื่มเบียร์ น้ำดื่ม และโซดาแล้ว Thaifex 2015 ครั้งนี้สิงห์ก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเช่น อาหารสำเร็จรูป กาแฟ DVSดอยช้างที่มาในรูปของเมล็ดกาแฟ เครื่องชง และ แคปซูล นอกจากนี้ก็ยังมีผลิตภัณฑ์จากสิงห์ปาร์คเชียงราย เช่น ชาอู่หลง ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ Maruzen มาร่วมออกงาน Thaifex 2015 ด้วย
Thaifex 2015 สิงห์Thaifex 2015 สิงห์-1สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมงาน Thaifex 2015 ได้ที่ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์หมายเลข 3 ณ บูธหมายเลข 3H01 ได้วันนี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2558Thaifex 2015 สิงห์-3 Thaifex 2015 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น

Mr.Sjors Interview : นักสะสม G Shock ระดับโลกชาวยุโรปที่ชื่นชอบการสะสมแบบ Asian Style

Mr.Sjors Interview : นักสะสม G Shock ระดับโลกชาวยุโรปที่ชื่นชอบการสะสมแบบ Asian Style

จากบล็อคที่แล้ว ที่ได้นำเสนอเกี่ยวกับการเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom ในงาน GSC Thailand by Todd Piti ไปแล้ว ซึ่งนอกจากจะมีการเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom, การประมูล และการพบปะสังสรรค์ของนักสะสม G Shock แล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมในงานยังมีการสัมภาษณ์ Mr.Sjors in Thailand ซึ่งเป็นแขกสำคัญของงานนี้ บางคนอาจจะยังสงสัยว่า Mr. Sjors คือใคร มีความสัมคัญอย่างไรกับวงการนาฬิกา G Shock วันนี้ทางบล็อค CatholicIndy ได้มีโอกาสเข้าร่วม Interview Mr. Sjors ที่ร้าน Sab Bar ทองหล่อซอย 13 ซึ่งเป็นร้าน Sport Bar เพียงไม่กี่แห่งในไทย

image image image imageบ่ายวันหยุดเรามีนัดสัมภาษณ์ Mr.Sjors ซึ่งบินตรงมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อมาร่วมงานเปิดตัว G Shock Custom ในงาน GSC Thailand by Todd Piti โดยเฉพาะ ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่า Blogger ที่มาร่วมการสัมภาษณ์ครั้งนี้ หลายๆคนอาจจะรู้จัก Mr.Sjors ดีอยู่แล้วในฐานะนักสะสม G Shock ระดับโลก เรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ตัวจริงมายาวนานถึง 15 ปีเลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็น Admin ของ www.G-Peopleland.com และเจ้าของบล๊อก http://50-gs.blogspot.com ดังนั้นไม่รอช้า ช่วงบ่ายวันหยุดสบายๆ เรามีนัดกันที่ Sab Bar ทองหล่อ 13 ร้าน Sport Bar เล็กๆที่บรรยากาศเป็นกันเองเพื่อสัมภาษณ์ Mr.Sjors ในหลายๆแง่มุมของนักสะสม G Shock ระดับโลกคนนี้กัน

image
Photo by Wasuwat Torkaew

image– จุดเริ่มต้นของการสะสม G Shock
เริ่มต้นตอนที่ G Shock เข้าไปในประเทศเยอรมันใหม่ๆ ซึ่งในช่วงนั้นนาฬิกา G Shock มีหลายรุ่นมาก อีกทั้งราคายังถูกมากคือประมาณ 20 ยูโร ทำให้ชาวเยอรมันมองว่าการสวมใส่และการสะสม G Shock เป็นเรื่องตลกขำขัน แต่ตัวเขาเองก็พยายามสื่อสารในหมู่นักสะสมให้เข้าใจกันเพราะรักและสนใจในสิ่งเดียวกัน

image– ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการสะสม G Shock เป็นอย่างไรบ้าง และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน?
ในช่วงที่ G Shock เริ่มฮิตในเยอรมันนีใหม่ๆช่วงปี 1997-1998 แต่ที่เนเธอร์แลนด์ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ แม้จะมีสาขาของร้าน G Shock จากเยอรมันนี มาเปิดในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันนีเท่านั้นที่นิยมมาซื้อ จนกระทั่งช่วงปี 2000 ก็ไม่เป็นที่นิยมในการสะสมแล้ว และเมื่อถึงช่วงหลังปี 2000 ค่านิยมของผู้บริโภคชอบนาฬิกาเรือนที่ขนาดเล็กลง และมองว่า G Shock เป็นนาฬิกาที่ใหญ่เกินไป เหมือนกับโทรศัพท์มือถือในสมัยนั้นที่แข่งกันที่ขนาด ยิ่งเล็ก ยิ่งเบา ยิ่งดี จนกระทั่ง Kanye West ศิลปิน Hip Hop ชื่อดังได้ออก Collection Frogman และเป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาว Hip Hop ทำให้ค่านิยมหลังจากนั้นมองว่ายิ่งใส่นาฬิกาเรือนใหญ่ยิ่งดี ยิ่งเท่ห์

image– ในขณะที่คุณ (Mr.Sjors) เป็นนักสะสม G Shock ชาวยุโรป คุณมองพฤติกรรมหรือสังคมของนักสะสมทางฝั่งยุโรปกับฝั่งเอเชียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
อันที่จริงแล้วในยุโรปมีนักสะสม G Shock ไม่มากเท่าไหร่ ผมขอเปรียบเทียบฝั่งเอเชียกับฝั่งอเมริกา โดยที่ฝั่งคนเอเชียได้แก่ญี่ปุ่น จีน อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ จะชอบนาฬิกาที่มีสีสันสดใส ดูโดดเด่น ยิ่งเด่นยิ่งดี แต่ต่างกับฝั่งอเมริกาที่คนอเมริกันจะชอบสีดำ ทุกอย่างต้องสีดำเหมือนเป็น Standard module ของชาวอเมริกัน แต่ตัวเขาเอง (Mr.Sjors) จะเป็นเหมือนลูกครึ่งเอเชีย-ยุโรป เพราะเขาชอบสีสันและความสดใสของคนเอเชีย

– มีสีไหนที่ชอบเป็นพิเศษไหม?
ลองทายกันดูไหม? ผมชอบสีชมพูเป็นพิเศษนะ แต่ในยุโรปจะไม่นิยมสีชมพูเพราะเป็นสัญลักษณ์ของคนรักร่วมเพศในสมัยฮิตเลอร์ แต่ในเอเชียไม่เลย คุณสามารถใส่สีชมพูได้อย่างอิสระ ดังนั้นชายแท้ๆต้องใส่สีสมพูนะ

image– ในเมื่อมีนาฬิกาสะสมหลากหลายมาก มีสีไหนที่ไม่ชอบเป็นพิเศษหรือไม่?
ตัวผมเองอย่างที่บอกว่าเป็นคนที่ชอบสีสันสดใส แต่จะมีสีหนึ่งที่ไม่ชอบเลยนั่นก็คือสีฟ้า ไม่จำเป็นจะไม่ซื้อเลย แต่ผมก็มีนาฬิกาสีฟ้าเหมือนกันนะอย่างเช่นจากหนังเรื่อง Smerf หรือ Avartar ที่ซื้อเก็บไว้เพราะชอบจริงๆ

image– สุดท้ายนี้อย่างจะฝากอะไรกับนักสะสม G Shock มือใหม่ในเมืองไทยบ้าง?
อย่างแรกต้องเลือกในรุ่นที่เราชอบและบอกตัวตนของคุณออกมาได้ดีที่สุด ต่อมาคือต้องซื้อ G Shock ของแท้ และสิ่งสุดท้ายสำคัญที่สุดคือต้องมีเงิน เพราะจะได้สามารถซื้อ G Shock เรือนถัดไปได้

image
Photo by Wasuwat Torkaew

image imageหลังจากที่ได้สัมภาษณ์ Mr. Sjors นักสะสม G Shock ที่มาเมืองไทยเพื่อเปิดตัว G Shock Custom ในงาน GSC Thailand by Todd Piti แล้วก็ได้แง่คิดหลายๆอย่างที่ทำให้เขาและคนอีกหลายๆคนรักในสิ่งเดียวกัน แม้ว่า G Shock จะเป็นนาฬิกาที่จากประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้มีราคาค่างวดแพงลิบลิ่วเหมือนนาฬิกาหรูจากฝั่งยุโรป แต่สิ่งที่ทำให้หลายๆคนหลงรักนาฬิกา G Shock คือรักในคุณค่าของมันมากกว่าราคา

“We love G-Shock for its Values, not its price”

GSC Thailand by Todd Piti งานเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา

GSC Thailand by Todd Piti งานเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา

ผ่านไปแล้วอย่างงดงามสำหรับงาน GSC Thailand by Todd Piti ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่รวมพล G Shock Collector ทั่วฟ้าเมืองไทยให้มารวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom รุ่นพิเศษสุดๆ G Shock Collections by Todd Piti ที่ผลิตมาเพียงแค่ 300 เรื่องเท่านั้น จึงทำให้ค่ำคืนนี้ที่ DEMO Club ทองหล่อซอย 10 แน่นขนัดไปด้วยนักสะสม G Shock ที่ต้องการจะจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งนอกจากการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ G Shock Custom แล้วอีกไฮไลต์หนึ่งก็คือการประมูลนาฬิกา G Shock Collections by Todd Piti ที่มี Serial number เลขสวยโดยที่รายได้จากการประมูลทั้งหมดจะนำไปบริจาคตามความต้องการของผู้ประมูล เรียกได้ว่าได้ทั้งนาฬิกาสุด Cool และยังอิ่มบุญอีกด้วย

image imageเย็นวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน GSC Thailand by Todd Piti ที่ DEMO Club ทองหล่อซอย 10 ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้เปิดตัว G Shock Collections by Todd Piti ซึ่งเมื่อมาถึงหน้างานช่วงหัวค่ำก็ถึงกับตะลึงเมื่อพบว่างานนี้มีนักสะสม G Shock ให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม ดังนั้นไม่รอช้าจึงต่อแถวลงทะเบียนเพื่อเข้างานในทันที โดยที่ระหว่างรอได้มีน้องๆพริตตี้หน้างานมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมี G Shock Collector มาร่วมงานเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่รู้สึกติดขัดอะไรในช่วงลงทะเบียน

image imageเมื่อเข้ามาในงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครึ้น ดูแล้วน่าจะเหมือนงานคืนสู่เหย้าของนักสะสม G Shock ที่มาเป็นสักขีพยานในการเปิดตัว G Shock Custom Design รุ่นประวัติศาสตร์รุ่นหนึ่งของเมืองไทย ซึ่ง G Shock Collections by Todd Piti ที่เปิดตัวในงานนี้มีทั้งหมด 3 รุ่น และผลิตเพียงแค่รุ่นละ 100 เรือนเท่านั้น รวมทั้งหมดแล้วเพียงแค่ 300 เรือน เรียกได้ว่าหมดแล้วหมดเลย ซึ่งทั้ง 3 รุ่นที่ได้เปิดตัวในงาน GSC Thailand by Todd Piti มีดังนี้

image imageหนุมานคาบศร – ซึ่งไม่มีที่มาแน่ชัดว่าทำไมในอดีตจึงใช้หนุมานคาบศรเป็นตราบริษัทฯ มีการจินตนาการ หรือคาดเดาเอาเองว่า เพราะหนุมานเป็นเทพลิงที่มีฤทธิ์ เป็นตัวละครตัวเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์และเป็นทหารของพระราม
imageหนุมานถือว่าเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย มีบุคลิกที่เป็นชายชาตรีมากด้วยเสน่ห์เนื่องจาก พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ราศีเกิดของท่านคือ ปีลิง หรือ ปีวอก ท่านจึงเคารพเทพหนุมาน เปรียบเสมือนลูกสมุนลิงที่มีหนุมานนำทัพส่วน ศร นั้นหมายถึง สะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรง 3 ศร แสดงอยู่ในพระราชลัญจกร (ผู้ทรงมีพระบารมีต่อพระยาภิรมย์ภักดี) ตอนที่รัฐบาลประกาศสร้างสะพานพุทธ เมื่อปี พ.ศ. 2472 พระยาภิรมย์ภักดีเล็งเห็นว่า จะต้องกระทบต่อธุรกิจเรือเมล์ที่เป็นธุรกิจแรกของท่านเป็นแน่ จึงเริ่มมองหาธุรกิจใหม่
สุดท้ายก็มาลงเอยที่ธุรกิจเบียร์ เนื่องจากยังไม่มีใครทำในตอนนั้น เรียกว่า การสร้างสะพานพุทธจึงเป็นจุดเกิดของเบียร์แรกของประเทศไทย
หนุมานคาบศร คือ ตราประจำบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปรียมเสมือนสิ่งสำคัญในชีวิตของพระยาภิรมย์ภักดี เป็นขวัญสัญลักษณ์ที่จะนำพาลูกหลานไปสู่ความสำเร็จต่อไปในอนาคต

 image imageว่าว – ด้วยการแข่งว่าวเป็นกีฬานิยมในสมัยนั้น และพระยาภิรมย์ภักดีท่านเป็นนักเล่นว่าวตัวฉกาจทีเดียว ในวงการถือเป็นที่เลื่องลือในการผูกว่าวปักเป้า หากมีใครแวะเวียนเข้ามาในกรุงก็จะต้องขอลองท้าพระยาภิรมย์ภักดี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปตามๆ กัน
imageความรู้ความสามารถนี้ของท่านเจ้าคุณได้รับการสืบทอดตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยจากคุณพระภิรมย์ภักดีผู้เป็นพ่อ โดยสองพ่อลูกคู่นี้ถือว่าดังที่สุดในวงการแข่งว่าวในสมัยนั้น
จนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ขอให้พระยาภิรมย์ภักดีเขียนตำราแข่งว่าว เล่มแรกของประเทศไทยออกมา เมื่อปี พ.ศ. 2464 บอกวิธีการแข่งว่าวและการผูกว่าวเป็นตำราว่าวที่ถือว่าสมบูรณ์มากที่สุดก็ว่าได้

image imageสิงห์แดง – พระยาภิรมย์ภักดีได้จัดให้สาธารณชนส่งประกวดชื่อและฉลากเบียร์แรกของประเทศไทย ซึ่งได้รับกว่า 2 พันชิ้น
โดย 3 เบียร์ไทยแรกที่ออกสู่สาธารณชน คือ เบียร์ตราสิงห์ เบียร์ตราว่าวทอง และเบียร์ตราแหม่ม
imageเบียร์ตราสิงห์ในขณะนั้นเป็นสิงห์สีแดง ได้รับความนิยมมาโดยตลอด โดยได้ปรับเปลี่ยนจากสิงห์แดงมาเป็นสิงห์ทอง เมื่อปี พ.ศ. 2500
เนื่องจากในขณะนั้น ไทยถูกล้อมรอบด้วยประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย
จึงขอให้ทางบริษัทเปลี่ยนสีของสิงห์เพื่อความเหมาะสม และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน

image imageซึ่งกว่าจะมาเป็นนาฬิกาทั้ง 300 เรือนนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลายครั้งจนกว่าจะมาเป็นแบบที่โชว์ในงานนี้ และสุดท้ายทางคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ก็ได้ซื้อเครื่องยิงเลเซอร์เพื่อใช้ผลิตฝาหลังเองเลย เรียกได้ว่าทุ่มทุนสร้างสุดๆ โดยในงานนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นโดยสังเกตเห็นนักสะสม G Shock หลายๆคนจับกลุ่มคุยกันแม้อาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็มีจุดร่วมจุดสนใจในสิ่งเดียวกัน ซึ่งภายในงานก็ได้มีการโชว์ G Shock Custom ลายสวยๆที่ออกแบบจาก G Shock Collector มือฉมังของเมืองไทย

image image image image imageเมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศภายและนาฬิกา G Shock สวยๆในงานจนถึงเวลาอันควรก็ถึงพิธีเปิดงาน GSC Thailand by Todd Piti อย่างเป็นทางการ โดยมีคุณนันท์และคุณนัท รับหน้าที่เป็นพิธีกร ซึ่งกิจกรรมแรกบนเวทีนั่นก็คือแฟชั่นโชว์จาก 30 G Shock Collector ตัวฉกาจของเมืองไทย ซึ่งทั้ง 15 คู่ก็แสดงโชว์ได้อย่างหลุดโลกสุดๆ ทำให้ผู้คนในงานอมยิ้มและหัวเราะไปตามๆกัน

Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew

ซึ่งในงานเปิดตัว G Shock Collections by Todd Piti ได้มีการเชิญ Mr. Sjors นักสะสม G Shock ระดับโลกชาวเนเธอร์แลนด์มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับ G Shock หากใครเป็นสาวกของ G Shock ย่อมรู้จัก G Shock Collector คนนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นเจ้าของบล็อค G-peopleland อันโด่งดังนั่นเอง และเป็นเจ้าของนาฬิกาทั้ง 700 เรือน ซึ่งในบล็อคถัดไปผมจะลงบทสัมภาษณ์ของ Mr.Sjors ที่ได้สัมภาษณ์มานะครับ

Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew

สุดท้ายก็มาถึงไฮไลต์ของงานที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมจากการประมูลนาฬิกา G Shock Collections by Todd Piti รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปบริจาคเพื่อการกุศล ซึ่ง Serial number ของนาฬิกา G Shock Custom Design ที่นำออกมาประมูลได้แก่หมายเลข 11, 22, 33, …, 99 และยังมีเซอร์ไพรซ์นำตัว Prototype (หมายเลข 00) นำออกมาประมูลอีกด้วย รวมไปถึงรุ่นพิเศษ Welcome to Thailand ทำให้บรรยากาศการประมูลเป็นไปอย่างคึกคักจากนักสะสม G Shock ที่อยู่ภายในงาน ทำให้ยอดรวมของการประมูลสูงถึง 1,164,400 บาทจากการร่วมแรงร่วมใจของเหล่า G Shock Collector

Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew

image image

Photo by Wasuwat Torkaew
Photo by Wasuwat Torkaew

เรียกได้ว่างาน GSC Thailand by Todd Piti ไม่ใช่งานเปิดตัวนาฬิกา G Shock Custom ทั่วๆไป แต่หมายถึงการได้มาพบปะพูดคุยของนักสะสม G Shock มารวมตัวกันมากที่สุดในเมืองไทยงานหนึ่งโดยมีสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มารวมตัวกันได้นั่นก็คือ G Shock Collections by Todd Piti แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีโอกาสได้ครอบครอง G Shock Custom Design แต่แค่ได้มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่รักในนาฬิกาสายพลาสติคแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ซึ่งงานนี้ G Shock Collector ท่านไหนที่ไม่ได้มาขอบอกว่าพลาดมากกกกก

STRAWBERRY CHEESECAKE FRAPPE จาก FARM DESIGN… เมนูที่ต้องมีในโลกหน้า

Strawberry Cheesecake Frappe จาก Farm Design… เมนูที่ต้องมีในโลกหน้า

Farm Design

ถ้าพูดถึง Hokkaido แล้วหลายๆคนอาจจะนึกถึงเมืองหิมะ ท้องทุ่งดอก Lavender ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แต่หากพูดถึงอาหารการกินแล้ว สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือนมจาก Hokkaido ที่คุณภาพดีอันดับต้นๆของประเทศ  ซึ่งร้าน Farm Design ที่มี Cheesecake อร่อยไม่เป็นสองรองใครก็ได้เลือกใช้นมคุณภาพดีมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต Strawberry cheesecake และมีอีกเมนูหนึ่งของร้าน Farm Design ที่คุณจะต้องลองชิมให้ได้สักครั้งก็คือStrawberry Cheesecake Frappe ที่เรียกได้ว่าทีเด็ดอีกเมนูหนึ่งเลยทีเดียว

Cheesecake ขนิดต่างๆ น่าชิมหมดเลยครับ
Strawberry-Cheesecake-Frappe-hokkaido

Strawberry Cheesecake Frappe

ร้าน Farm Design เมื่อเดินเข้ามาก็พบตู้แช่ Cheesecake หลากหลายแบบให้เลือกชิม น่ากินทั้งนั้น นำทีมโดย Strawberry Cheesecake และพรรคพวกไม่ว่าจะเป็นรสนม รสเลม่อน ชาเขียว ชอคโกแลต เต็มไปหมด กว่าจะได้กินครบทุกรสตังค์คงหมดก่อน อย่าเพิ่งห่วงเรื่องสุขภาพเลยโยม 5555

พนักงานตั้งใจทำอย่างเต็มที่เพื่อให้อร่อยที่สุด

แต่พระเอกของเราที่จะพามารู้จักก็คือ Strawberry Cheesecake Frappe ที่ใช้ผล Strawberry สดจากไร่ทำให้มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวนิดๆ พร้อมด้วย Signature Cheesecake สูตรลับของร้าน และนมสดคุณภาพเยี่ยมจาก Hokkaido ปั่นรวมกัน เท่านี้ยังไม่พอ โปะหน้าด้วยวิปครีมเพิ่มความหอมมัน ท็อปด้วยมินิชีสเค้ก แยม Strawberry เพิ่มความกรุบกรอบด้วยครัช ต่อจากนั้น เสียบหลอดแล้วดูดให้สุดแรงเกิดได้เลยจ้าาาา

Strawberry-Cheesecake-Frappe-farmdesign

วิปครีมเน้นๆ
Strawberry-Cheesecake-Frappe-farmdesign

Strawberry Cheesecake Frappe
Strawberry-Cheesecake-Frappe-farm-design

มาพร้อมกับชีสเค้กรสเยี่ยม

สัมผัสแรกที่ได้ลองลิ้มชิมรส พบว่า Strawberry Cheesecake Frappe แก้วนี้ส่วนผสมอย่างชีสเค้กกับสตรอเบอร์รี่ รถชาติตัดกันได้ด้วยความลงตัว ถึงแม้ว่าจะมีวิปครีมเป็นท็อปปิ้งที่จะดูเหมือนว่าจะไปเสริมความเลี่ยนให้กับชีสเค้ก แต่ความเปรี้ยวอมหวานของผลสตรอเบอร์รี่สดเอาอยู่ครับ แก้วเดียวสั่งกินพร้อมกับชีสเค้กได้สบายเลย

Cheesecake Frappe รสชาติต่างๆ
Strawberry-Cheesecake-Frappe-hokkaido-milk

Strawberry Cheesecake Frappe แก้วไหนใหญ่กว่ากัน
Strawberry-Cheesecake-Frappe-Oreo

Oreo Cheesecake Frappe
Strawberry-Cheesecake-Frappe-Passion

Passion Cheesecake Frappe

เป็นยังไงบ้างครับสำหรับเมนู Strawberry Cheesecake Frappe ของร้านFarm Design ถ้ามีโอกาสขอแนะนำให้สั่งเลยครับ อร่อยลืมตายเลยทีเดียว นอกจากนี้เมนู Frappe ยังมีผองเพื่อนทั้ง Oreo, Banoffee, Passion ที่เป็นเมนู Cheesecake Frappe ให้ได้ลองกันอีกด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วผมขอแนะนำว่า Strawberry Cheesecake Frappe จะเป็นเมนูที่ต้องมีในโลกหน้า และทุกคนต้องได้ชิมก่อนตาย 5555

Ralated Link : ต้นตำรับ Strawberry Cheesecake Frappe จากฮอกไกโด by Farm Design Strawberry Cheesecake Frappe สุดอร่อย จาก Farm Design Strawberry Cheesecake Frappe เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ ของ ฟาร์มดีไซน์ Strawberry Cheesecake Frappe Styleวัวๆ By Farm Designเครื่องดื่ม Strawbeery Cheesecake Frappe ที่ Farm Design Strawbery Cheesecake Frappe เมนูใหม่ ฟิน ฟรุ้งฟริ้ง จาก Farm DesignStrawberry Cheesecake Frappe จาก Farm Design ลองหรือยังค่ะFarm Design the Original Strawberry Cheesecake Frappe from Hokkaido

 

10 พฤติกรรมน่าโดดถีบบนรถไฟฟ้า และมนุษย์ป้ามหาภัย

10 พฤติกรรมน่าโดดถีบบนรถไฟฟ้า

 

รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ถือว่าเป็นพาหนะที่ขาดไม่ได้สำหรับคนเมือง เพราะนอกจากจะสะดวกรวดเร็วแล้ว แอร์ยังเย็นสบาย แต่ยังมีคนอีกจำพวกหนึ่งที่มีพฤติกรรมสุดเอือมบนรถไฟฟ้า ผู้คนต่างยี้เป็นเสียงเดียวกัน (ใครบอกไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันใช่อ่ะ) มาดูกันว่าคุณเจอคนพวกนี้เหมือนกันกับผมรึเปล่า

1. พิงเสา พฤติกรรมของคนประเภทนี้เป็นปัญหามาช้านาน นานพอๆกับการมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเวลาที่เป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ผู้โดยสารแน่นขนาดที่แทบจะได้กันอยู่และ -_-”  ความจริงการพิงเสารถไฟฟ้าจะไม่เป็นปัญหาอะไรหากขบวนนั้นรถไม่แน่น แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีคนเอือมจนไปเปิดเพจประจานคนพิงเสาใน Facebook ชื่อว่า “เสานี้ไม่ว่างเสาหน้านะน้อง”

Facebook Page : เสานี้ไม่ว่างเสาหน้านะน้อง
Facebook Page : เสานี้ไม่ว่างเสาหน้านะน้อง

2. คุยเสียงดัง ผมไม่ชอบคนพวกนี้เลยให้ตายสิ ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเกรียนมากันเป็นกลุ่มแล้วคุยกันเสียงดังโชว์พาวว่ากูแน่ พวกกูเยอะ หรืออีป้ามหาภัยคุยโทรศัพท์เสียงดังจนได้ยินหมดทั้งขบวนแล้วว่าเย็นนี้ที่บ้านอีป้าทำแกงส้มชะอมไข่กิน

3. ชาร์จประตู เคยไหมที่เวลาเราปวดขี้สุดๆบนรถไฟฟ้า แต่มีคนพวกนี้รีบวิ่งเข้ามาชาร์จเวลาประตูจะปิดพอดีด้วยคงามเร็วประหนึ่งว่ามึงเป็นนักวิ่งลมตด แล้วประตูก็ค้างรอปิดอีกรอบ นอกจากว่าจะทำคนอื่นเสียเวลา(ไปขี้)แล้วยังเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆเลย เวลาผมเห็นคนพวกนี้วิ่งเข้าชาร์จประตูแล้วอยากจะสวมวิญญาณของลีโอไนดัส แล้วตะโกนใส่หน้าว่า This is Sparta!!!


This is Sparta!!!

4. พลอดรัก ความจริงการแสดงความรักมันก็ไม่ผิดอะไรนะครับ ถ้ามันทำแค่พองามตามความเหมาะสม (ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน? ใครนิยาม?) แต่ถ้ามันเยอะจนแบบว่าแทบจะสิงตัวกันอยู่แล้วก็ไม่ไหวนะ (โปรดดูภาพประกอบ) ไม่ใช่อะไรหรอก ผมอิจฉา 5555

พี่ฝรั่งเค้ารักกันดีจริงๆ
พี่ฝรั่งเค้ารักกันดีจริงๆ

5. ขวางหน้าประตู ในช่วงเวลาเร่งด่วนของมนุษย์เงินเดือน สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้จะยืนขวางหน้าประตู ทำให้มีผู้โดยสารตกค้าง เสียเวลาไปอีก 5 นาทีเพื่อรอขบวนใหม่ นึกแล้วยังเจ็บใจไม่หาย กลางโบกี้กูแอบเห็นนะแสดดด ว่ามันโล่งจนเตะบอลได้เลย

6. แซงคิว มนุษย์กลุ่มนี้ถือเป็นมหันภัยชนิดหนึ่งของมนุษย์ชาติ ไม่เฉพาะระหว่างต่อคิวขึ้นรถไฟฟ้า แต่มันจะไปปรากฎตัวทุกสถานที่ที่มีการต่อคิว ผมเคยเจอมนุษย์จีนมาแซงคิวหยอดเหรียญซื้อตั๋วรถไฟฟ้า พอถึงคิวผมมนุษย์ชาวจีนผู้นั้นแทรกมือมากดปุ่ม 15 บาท เลยกดสวนไป 52 บาท มึงอยากจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 37 บาทก็เชิญ สุดท้ายมันยอม ชนะจย้าาา

7. แทรกตัวเข้าขบวนรถ เคยเจอไหมครับที่คนในขบวนออกยังไม่ทันได้หมด คนพวกนี้ก็จะรีบแทรกตัวเข้ามา โดยเฉพาะสถานีสยาม ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่รอให้คนออกให้หมดก่อน พี่จะรีบไปไหน รีบมากขนาดนั้นทำไมไม่มาตั้งแต่เมื่องวานเลยหละแม่มมมม

8. มนุษย์เด็ก คุณเคยเจอใช่มั๊ยครับที่มีเด็กมาวิ่งเล่นในขบวนรถไฟฟ้า นอกจากจะอันตรายแล้วยังสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่นด้วย เด็กมันเล่นกันผมก็เข้าใจธรรมชาติของเด็ก แต่ถ้าแม่มันไม่ห้ามปรามแถมยังนั่งเล่นคุกกี้รัน เห็นแล้วอยากจะโดดถีบแม่มันมาก ลูกตัวเองถ้าเอาออกมาข้างนอกก็ดุด่าว่ากล่าวกันบ้าง ไม่ใช่ว่าจะให้อิสระกันเต็มที่ ไม่ใช่บ้านตัวเองนะหนู อย่าให้เจออีกนะ!!!

ธิดาวานร
ธิดาวานร

9. กิน-ดื่มบนรถไฟฟ้า ทุกครั้งที่ขึ้นรถไฟฟ้าจะมีประกาศจากทางพนักงานว่า “ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถไฟฟ้า” ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจหรอกนะ ก็คนมันหิวขอกินหน่อยไม่ได้เหรอ? แต่มีครั้งนึงผมขึ้นรถไฟฟ้าแล้วเจอเหตุการณ์ตามภาพ อยากจะเอาคนที่ทำชานมไข่มุกหกทั้งแก้ว มากลิ้งตรงจุดที่มันทำหก ไม่แห้งไม่ต้องลง หึหึ

ป้ายห้ามรับประทานอาหารบนรถไฟฟ้า
ป้ายห้ามรับประทานอาหารบนรถไฟฟ้า
เศษซากของเครื่องดื่มที่หกบนรถไฟฟ้า
เศษซากของเครื่องดื่มที่หกบนรถไฟฟ้า

10. มนุษย์ป้า มนุษย์จำพวกนี้มาแรงมากครับ Skill การอยู่รอดเป็นเยี่ยม Str 99 Agi 99 Dex 99 ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้นั่ง ส่วนคุณสมบัติเบื้องต้นคือรวมทั้ง 9 พฤติกรรมมาปั่นรวมกัน แต่มนุษย์ป้านี้ก็ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าต้องเป็นเพศหญิงสูงวัยเสมอไป มนุษย์ป้าเพศชายก็มี มนุษย์ป้ารุ่นเด็กก็มี คือมันเป็นคำนิยาม แต่ถ้าคุณเจอก็รีบหลีกหนีให้เร็วที่สุด ถ้าคุณไม่แน่จริงอาจจะตายหยั่งเขียดได้


มนุษย์ป้า

เป็นไงบ้างครับ ตรงกับที่เคยเจอกันบ้างรึเปล่า หากเป็นไปได้ก็อย่าทำพฤติกรรมแบบนี้เลยนะครับ เพื่อความสงบสุขเมื่อได้ใช้งานระบบขนส่งสาธารณะเมืองกรุงของเรา… สิ่งดีๆเริ่มที่ตัวคุณครับ

EST.33 สาขา 3 โซนพระรามที่ 3 กับ การเดินทาง 3 ต่อเพื่อถ่อไปชิม

หากคุณเป็นคอเบียร์แล้ว ต้องรู้จักร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งมีเบียร์สดที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วย… ใช่แล้วครับผมกำลังพูดถึง Est.33 by SINGHA โรงเบียร์ที่เค้าเคลมว่าเป็น Best Craft Beer in Thailand ในวันนี้ผมก็จะพาไปสัมผัสกับ Est.33 สาขาใหม่ สาขาที่ 3 ที่เพิ่ง Soft Opening  เมื่อวันที่ 30 พค. ที่ผ่านมานี่เองครับที่โครงการ The UP พระราม 3

Est.33 by SINGHA
Est.33 by SINGHA

การเดินทางไปก็ไม่ยากอย่างที่คิดนะครับ เนื่องจากอยู่หัวมุมสี่แยกถนนพระราม 3  ตัดกับถนนนราธิวาสฯ ดังนั้นการเดินทางจึงจะดวกมากไม่ว่าจะเดินทางมาด้วยรถส่วนตัว แท็กซี่ หรือรถไฟฟ้า BTS ต่อด้วยรถโดยสารสาธารณะ BRT ก็สะดวกสบายเช่นกันครับimage10306170_10101757046147606_686882048336410959_n

พอมาถึงร้านสิ่งแรกที่ทำให้ผมประหลาดใจคือตัวร้าน Est.33 ที่เสร็จเร็วมาก เรียกได้ว่าตัวโครงการ The UP พระราม 3 ยังสร้างได้ไม่เสร็จดีเลยแต่ร้าน Est.33 เสร็จล้ำหน้าไปนานแล้ว ภายนอกอาคารและตัวโครงการได้แรงบันดาลใจมาจากอาคารสไตล์ Chino-Portuguese ที่เน้นความสดใสของอาคาร และเมื่อย่างก้าวเข้ามาในร้านก็ทำให้ผมประหลาดใจเป็นครั้งที่สอง คือดูเงียบขรึมตามธีมของร้านให้เหมือนอยู่ในเรือ หรืออู่ต่อเรือ เพราะจะเห็นกระดูกงูของเรือลอยอยู่บนอากาศ และการตกแต่งร้านก็จะเหมือนคุณนั่งรับประทานอาหารบนเรือ Black pearl (ก็ว่าไปนั่น) เพราะไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ ที่ตกแต่งได้เก่าจริงๆ พนักงานที่แต่งชุดเป็นกะลาสีเรือมาคอยรับออเดอร์10421339_10101757045863176_4726602784061631172_n10394470_10101757045898106_1799584205555479300_nimage

แรงบันดาลใจของการตกแต่งร้าน Est.33 แต่ละสาขาก็จะแตกต่างกันไป ในสาขาแรกที่ CDC ก็จะออกแนวห้อง Lab วิทยาศาสตร์ ส่วนสาขา The Ninth ก็จะเป็นแนวโรงงาน มีท่อน้ำ ท่ออะไรเยอะแยะ ส่วนสาขานี้ได้มาจากเรือในยุค 1930 ที่ท่านพระยาภิรมย์ภักดี ได้เดินทางสู่เมืองมิวนิค อันเนื่องมาจากท่านได้ลองดื่มเบียร์ที่ Mr.Eisenhofer แล้วติดใจในรสชาติ จึงได้มีแนวคิดที่จะจัดตั้งโรงเบียร์ขึ้นมาในประเทศสยามของเรานั่นเอง2014-05-30 20.31.5310441380_10101757045818266_6330324478874452858_n

Best Craft Beer in Thailand
Lager Beer by Est.33

ในเมื่อร้าน Est.33 ถือว่าเป็น No.1 Craft Beer in Thailand ดังนั้นเบียร์ของร้านก็มีอยู่ 3 สูตรคือ Lager beer ที่มีวัตถุดิบจากข้าวหอมมะลิชิ้นดีของไทย, Copper beer  ที่มาจากข้าวกล้อง และ Weizen beer ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆจากผลไม้2014-05-30 19.14.592014-05-30 21.14.56

ส่วนเรื่องอาหารไม่ต้องพูดถึง ผมไม่ขอบรรยายนะครับ เพราะผมหิววววว ฮาาาาา แต่เยอะจริงๆครับ นี่ยกมาแค่บางส่วน แล้วรสชาติไม่ธรรมดา บางเมนูเป็นสูตรเฉพาะของสิงห์ ที่หาทานที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แล้ว แล้ว…2014-05-30 19.18.112014-05-30 19.18.542014-05-30 19.27.18image

การเดินทางก็ไม่ยากเลยครับ ตัวผมพักอยู่แถวแบริ่ง แม้จะดูไกลสุดๆแต่ยังเดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้ามาที่สถานี BTS ช่องนนทรี จากนั้นเดินต่ออีกนิดหน่อยเพื่อไปขึ้นรถเมล์ BRT ลงสถานีถนนจันทน์ และนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง บอกว่าไปโครงการ The UP หรือเดินต่ออีก 500 เมตร พอได้เหงื่อ จาดนั้นก็มาจิบเบียร์เย็นฉ่ำต่อชื่นใจเป็นที่สุดครับ

imageแต่ถ้าใครอยากจะเอารถมาเองหรือนั่งแท็กซี่มาก็ไม่ยากเช่นกันครับเพราะตัวร้านจะอยู่ฝั่งเดียวกับเซ็นทรัล พระราม 3 หากขับผ่านหน้าเซ็นทรัล คือคุณมาถูกทางแล้ว เลยไปอีกประมาณ 500 เมตรก่อนถึงแยกนราธิวาส-รัชดาภิเษก ร้านอยู่หัวมุมเลยครับผมimage

เป็นไงบ้างครับ สถานที่แฮงค์เอ้าท์ใหม่ของคอเบียร์ ผมว่ามันเหมาะกับพวกเราชาวออฟฟิสที่อยากจะไปนั่งจิบเบียร์ ทานอาหาร มีดนตรีเพราะขับกล่อมโดยไม่อึกทึกจนเกินไป… วันศุกร์นี้คุณมีนัดที่ไหนหรือยังครับ?

เอาฮา อย่าซีเรียส ~